2008/Sep/09

วันเกิดรุ่น 13#  

4 ปีแล้วที่เราทุกคนมารู้จักกันอยู่ด้วยกันช่วยเหลือกัน  จริงๆ แล้วเรารู้จักกันมาก่อนหน้านั้นหลายเดือนอยู่ตั้งแต่ตอนรับน้อง  แต่กว่าจะฝ่าพันการรับน้องที่แสนโหดร้าย สนุก  และที่สำคัญปวดขาและปวดคอโครต  กว่าจะหมดรับน้องฉันและเพื่อนๆ ทุกคนเริ่มด้านชาจากขาและคอที่เคยปวด  นานวันไปอาการปวดเริ่มอยู่ตัวมากขึ้น  และละครของคณะที่แสนหฤโหดกว่าการรับน้อง  จากตอนรับน้องวันหนึ่งๆ  จะมีแต่การซ้อมเชียร์ร้องเพลง  ใช้พลังคอกันสุดฤทธิ์  โดนซ่อมนิดหน่อยเวลาเพื่อนมาน้อย  จริงๆ มันก็ไม่น้อยนะ  แต่ละครที่ว่านี้กว่าจะทำให้จบลงได้  เรียกว่าทั้งลงแรงงานและแรงใจกันมากมาย  นอกจากจะทำละครแล้ว  การซ่อมก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำละคร  เป็นการเร่งให้เราทำงานเร็วขึ้น  จนบางทีเร็วเกินไป  และเห็นน้ำใจเพื่อนมากกว่าการรับน้องหลายเท่า  ส่วนฉันมีหน้าที่ไม่มากนักถ้าดูจากคนอื่นๆ และเพื่อนผู้ชายที่ต้องทำฉาก  ทำไฟ  ซ้อมละครซ้อมเต้น  ทำของแจกผู้ที่มาดูละครเป็นร้อยอัน  เพื่อนของฉันที่ใช้จักรเย็บผ้าเป็นมีหน้าที่เย็บชุดที่ใช้แสดงและเย็บของแจก  งานของฉันจึงเป็นงานเล็กๆ ช่วยเพื่อนๆ วาดลายบนของแจก  แพคของใส่ถุง  และช่วยเหลือเพื่อนคนอื่นนิดๆ หน่อย  

จนในวันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว  ละครของคณะศิลปกรรมศาสตร์ก็ได้บังเกิดขึ้น  ณ วันที่ 9 กันยายน 2547  จากที่คิดว่าจะไม่ค่อยมีคนมาดูละครของคณะเยอะนัก  แต่เมื่อถึงเวลาแสดงจริงๆ  ผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากมายจนเต็ม  รุ่นพี่ของคณะต้องเข้ามาเบียดกันดูในห้องไฟ  และนั่นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราทั้งรุ่น "ภูมิใจ"...

หลังการแสดงจบลงภารกิจเสร็จสิ้น  รุ่นพี่จึงประกาศให้วันนี้เป็นวันเกิดรุ่นที่ของรุ่นที่ 13   วันที่ทุกคนรอคอย  น่าเสียดายที่ฉันไม่มีรูปถ่ายของละครรุ่นแม้ซักรูปเดียว  แต่ฉันเชื่อว่ารับน้องและละครของคณะก็ยังคงติดอยู่ในความทรงจำของฉันและทุกๆ ตลอดไป  จากวันนั้นถึงวันนี้ฉันก็ยังจำได้ดีเสมอ  และเหตุการณ์หลากหลายในมหาวิทยาลัยเริ่มผ่านเข้ามาในชีวิต  จากวันเป็นเดือนและจากเดือนเป็นปี  หลายๆ เหตุการณ์ฉันยังจำได้ดีเช่นกัน...

จะว่าไปแล้วชีวิตมหาวิทยาลัยเป็นชีวิตที่สนุกและมีความสุข สำหรับฉันนอกจากเพื่อนยังมีเขาทำให้ฉันมีความสุขและสนุก  อะไรๆ หลายอย่างที่ฉันไม่เคยทำฉันเรียนรู้มาจากเขา  แต่สำหรับเขา  ฉันอาจจะทำให้เขาไม่มีความสุขและไม่สนุก...ขอโทษด้วยนะ  

 

 

ไม่มีรูปเพื่อนรวมรุ่น  ไม่มีรูปมหาวิทยาลัย  ไม่รูปคณะ  มีแต่รูปหมาเจ้าแม่ของคณะมาแทน

น้องเอิร์นก็เป็นตัวหนึ่งที่มีส่วนในเหตุการณ์ต่างๆ  เพราะมันนอนอยู่ประจำที่คณะ

                

"กลับมายืนที่เดิม  ที่ๆ เคยคุ้นตา"  เพลงนี้น่าจะเหมาะกับสถานที่เช่นนี้  สถานที่แห่งความเหงาแต่ยังไงก็ต้องกลับมา ณ หอที่แสนโดดเดี่ยวแถวสถานีรถไฟฟ้าอ่อนนุช  เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายแล้วที่หอของฉันจะหมดสัญญา  และจะมีส่วนในการตัดสินใจในการหางานทำที่กรุงเทพฯ อยู่ไม่น้อย...

กลับมาสู่ชีวิตประจำวัน  หลังจากพ้นเดือนสิงหาคมเดือนเกิดที่พระท่านว่าไว้  โชคดีเริ่มเข้ามาบ้างเพราะมีผู้ติดต่อเข้ามานัดสัมภาษณ์งานแล้ว  ตอนนี้จึงอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเดินสายสัมภาษณ์  คาดว่าจะได้งานในเร็ววัน

ช่วงเวลาแห่งการนับหนึ่ง  ทุกวันฉันมักจะคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องเรา  เรื่องฉันคนเดียว  เรื่องเขาคนเดียว  เรื่องพ่อแม่พี่น้อง  ครอบครัวพี่ทั้งสอง  คิดแล้วปวดหัว  แต่ทุกวันๆ ก็อะไรดีๆ มาหลายอย่างจากการคิดถึงคนเหล่านี้ทั้งหมด  จนฉันเริ่มจะปลงตกตามมาด้วยการเลิกวิตกจริตไปเอง  รวมทั้งการเว้นหนึ่งวันในการฝันหลอนจิต  หายเครียด คลายเครียดและไม่เครียด  หลังจากฝันติดกันมาหลายวัน...เกินไป  การอึดอัดมากๆ ถ้าได้เสียน้ำตาระบายออกมาบ้างก็เป็นวิธีที่ดีอย่างหนึ่ง...แต่ตอนนี้ความฝันกำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉันไปแล้ว  จนฉันชักจะเริ่มชินชากับมันซะแล้ว...

ขอบคุณโชคชะตาที่นำพาเรื่องราวต่างๆ เข้ามาสู่ชีวิตฉัน  ทำให้ฉันไม่กลัวที่จะผิดหวัง  สูญเสียและเสียใจกับเรื่องราวต่างๆ  ที่กำลังจะเข้ามาในชีวิต  ฉันรู้ว่าอดีตแก้ไขไม่ได้  แต่เริ่มใหม่ได้  ส่วนจะเริ่มได้ดีหรือไม่ดีฉันคงจะให้คำตอบแก่ใครไม่ได้  แต่อย่างน้อยฉันคงไม่มีวันยอมแพ้...ตัวเอง   

เวลาผ่านไปฉันอยู่กับเพื่อนมากขึ้น  แม้ในบางครั้งความเหงาจะเข้ามาในความรู้สึกถี่บ้างห่างบ้าง  แต่ฉันก็ยังมีความสุขได้เวลาอยู่กับเพื่อน...คิดถึงเพื่อนทั้งรุ่น

ความทรงจำดีๆ  เก็บไว้  จนกว่าจะหมด "ลมหายใจ"

edit @ 10 Sep 2008 01:49:04 by chockcolate_am

2008/Aug/31

นานแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ได้ดูหนัง  หนังเรื่องสุดท้ายที่ฉันได้ดูเป็นเรื่องปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่น  เพราะอีกสองวันต่อมาเขาต้องย้ายกลับบ้านถาวร  และไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องสุดท้ายระหว่างเรา  จากครั้งนั้นฉันจึงหยุดดูหนังเป็นการชั่วคราว  เพื่อที่จะไม่ได้นึกถึงเรื่องเก่าๆ  วันนี้เป็นอีกครั้งที่ฉันได้ดูหนัง  จากทางโทรทัศน์ที่บ้าน  สบายดีหลวงพระบางเป็นหนังที่ฉันเคยอยากดู  เพราะอะไรนะหรือ...ฮิๆ  อาจคงเพราะฉันอยากไปลาว  แต่ฉันดูหนังโดยไม่มีคำแปลได้พอรู้เรื่องดีนะ 55  แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ดูตั้งแต่ต้นเรื่องและพลาดตอนจบไปเพียงเสี้ยวนาทีเดียว  ถ้าจะให้พูดถึงการวิจารณ์ฉันไม่รู้เรื่องหรอก  แต่ฉันก็ชอบเรื่องนี้นะ  ฉันชอบนางเอกที่ไม่แต่งตัวอะไรมากแต่สวยน่ารักดี  และสาวลาวเค้านุ่งซิ่นเป็นปกติจริงๆ ด้วย  พระเอกก็สบายๆ ดีนะ  พูดภาษาลาวทั้งเรื่องเลยด้วย 55  ฟังแล้วได้ใจ  เนื้อเรื่องก็ปลอดภัยดีคือไม่มีอะไรโหดร้ายทำลายจิตใจ  ก็ไม่มีอะไรมาก  จะว่าซึ้งก็ไม่ซึ้งมาก  ดูสบายๆ เรื่อยๆ มากกว่า 

  

ปกติฉันเป็นคนชอบเลือกดูเฉพาะหนังผีหนังสยอง  ถ้าหนังผีเข้าเมื่อไหร่จะโดนเล็งเป็นอันดับต้นๆ  หนังสยองเลือดสาดเป็นอันดับสอง  เนื่องจากเป็นคนกลัวผียังไงดูหนังแนวนี้ได้กลัวสมใจแน่  ฮิๆ  แต่เมื่อโตขึ้นดูแล้วคิดมากและกลัวมากขึ้น  เพื่อนที่ดูกับฉันไม่ค่อยชอบแนวนี้เท่าไหร่  สรุปว่าดูแล้วเครียดไปเลยห่างหายจากหนังสยอง  เปลี่ยนไปเลือกดูหนังตลกแทน  ฉันก็เส้นตื้นได้ขำสมใจอยาก  แม้บางเรื่องจะเกิดการผิดพลาดไม่ได้ขำสมใจบ้างก็ตาม  พูดถึงเรื่องสยองที่ฉันชอบพลันก็นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อตอนเด็กฉันก็โรคจิตพอสมควร  ถ้าได้อยู่กับพี่สาวจะชอบดูหนังสือประเภท 191 อาชญากรรมอยู่บ่อยครั้ง  พี่สาวจะทำหน้าที่เปิดหนังสือซึ่งดูโรคจิตพอกัน  ส่วนฉันมีหน้าที่ดูอย่างเดียวเพราะไม่กล้าจับโดนรูปสยอง  ที่มีหนังสือประเภทนี้อยู่ในบ้านก็เพราะพ่อของฉันเป็นตำรวจนั่นเอง  จากหนังสยองเมื่อเลิกดูก็เปลี่ยนแนวหนังตามที่เพื่อนของฉันเห็นว่าน่าสนใจ   มีหลากหลายแนวจนฉันชอบดูหนังขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง  และจะชอบมากยิ่งขึ้นเมื่อหนังรื่องนั้นมีส่วนหรือมีตอนที่รู้สึกว่ามันคล้ายและใกล้เคียงชีวิตฉัน  ดังเช่นหลวงพระบาง 555+ 

กลับมาบ้านเจอกับความป่วนประสาทอีกอย่างหนึ่ง  ฉันไม่ค่อยชอบเด็กเท่าไหร่  นั่นคือเด็กเล็กที่พูดแล้วไม่รู้เรื่อง  จะมีปัญหาคือตอนจะไปโรงเรียน  ที่จะอาบน้ำ  จะกินข้าว  จะใส่กางเกงใส่เสื้อ  ก็ร้องไห้ได้ร้องไห้ดีตลอด  แต่เวลาดีก็น่ารักดีออก  

ช่วงนี้เริ่มเครียดอีกครั้ง  เพราะความฝันหลอนจิตของฉันนั่นเอง  ตั้งแต่ห่างกันมาจากเริ่มแรกนานๆ ฝันครั้งนึง  อาทิตย์ละครั้งพอเป็นพิธี  จากนั้นเริ่มหนักขึ้นฝันอาทิตย์ละสองสามครั้ง  และหนักขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาทั้งที่ในหนึ่งอาทิตย์มีเจ็ดวัน  ฉันฝันถึงห้าครั้งเข้าไปแล้ว  ยิ่งกว่านั้นฉันฝันถึงสถานที่เดิมที่คุ้นตา  อยากจะบ้าตาย  สิ่งที่ฉันฝันไม่ได้ทำให้ฉันเสียใจ  ตื่นมาไม่ได้ร้องไห้แต่กลับยิ่งทำให้ฉันอึดอัด  ถ้าร้องไห้ออกมายังดีกว่า  ตอนนี้จึงมีความเบื่อและความเครียด

ในความเป็นจริงคนเรามักสนใจเรื่องของตนเองมาก่อนเสมอ  และตอนนี้ฉันก็เริ่มสนใจตัวเองมากขึ้นว่าทำอย่างไรดีฉันถึงจะหลุดจากฝันหลอนจิตเสียที

สองเดือนผ่านมาแม้จะเป็นเวลายาวนานสำหรับฉันที่ต้องทรมานบ้างในบางโอกาส  แต่ฉันก็ยังยิ้มและอยู่ได้  ฉันรู้ว่าไม่มีใครตายเพราะความรัก  แต่ความอ่อนแอต่างหากที่จะทำให้เราพลาด  

รู้ไว้เพื่อนเธอคนนี้นั้นรักเธอ  แม้เวลาผ่านไปแสนนาน  ฉันจะไม่มีวันลืมเธอ...


edit @ 5 Sep 2008 02:17:10 by chockcolate_am

2008/Aug/29

ความรักสร้างความผูกพัน  หลายครั้งที่พูดถึงความรักและความผูกพันมักจะแยกกันไม่ออกเมื่อถึงคราวต้องจากกัน  ฉันและเขารักกันหรือแค่ผูกพันกัน  บางครั้งมักหาคำตอบไม่ได้และมีหลายคนมักสับสนกับคำสองคำนี้  ทำให้การอยู่ร่วมกันของใครหลายคนมักถูกยื้อเวลาออกไปอีก  หลายครั้งยื้อเพราะคำว่ารักที่รู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้  และหลายครั้งยื้อด้วยคำว่าผูกพันที่คิดว่านั่นคือรักและไม่สามารถขาดจากกันได้  แล้วเราจะเลือกตัดสินใจกับคำๆ ใดควรจะดีที่สุด...

ถ้าเปรียบความรักและตัวของฉันเป็นต้นไม้  ฉันเปรียบว่าเป็นต้นกระบองเพชรน่าจะเหมาะสมดี  และฉันก็ให้ต้นไม้นี้กับคนที่รักเพราะคิดว่ามันหมายถึงความยั่งยืน  แต่ลืมมองหนามที่มันอาจจะไปทำร้ายตัวเขา  และมันก็ทนทานแม้ว่าอากศจะแห้งแล้งซักเท่าไหร่  ไม่ต้องหมั่นรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยก็ยังคงอยู่ได้  ต้นกระบองเพรชของฉันแห้งแล้งมาสามเดือนได้แล้ว  หลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีคนมารดน้ำเสียมากมาย  จนฉันคิดว่ามันจะเน่าตายไปเสียก่อน  ตอนนี้ต้นไม้ของฉันอยู่ได้ด้วยน้ำที่เขารดมาให้ตั้งแต่ครั้งนั้น  และที่ผ่านมาครั้งละนิดจากเขาบ้าง  จากคนที่ผ่านเข้ามาบ้าง  แต่ไม่ต้องถึงขนาดใส่ปุ๋ยพรวนดินก็ยังอยู่ได้  บางครั้งฉันเคยอยากให้เป็นต้นที่ไม่มีหนาม  แต่จะทำอย่างไรได้ต่อให้ตัดหนามทิ้ง  ส่วนใหม่ที่งอกก็มีหนามเช่นเคย  ตอนนี้กระถางต้นไม้อยู่ที่ฉัน  ฉันเริ่มทาสีกระถางใหม่อีกครั้งเหมือนกันตัวฉันที่กำลังเริ่มนับหนึ่งใหม่  และจะเลือกต้นที่เหมาะสมมาใส่แทนก็แล้วกัน

ในความเป็นจริงต้นเก่ากลายเป็นฟอสซิลไปแล้วเนื่องจากมีส่วนเกินเป็นมดตัวน้อยๆ มาทำรัง  ก่อนวันเกิดครบรอบสี่ปีของเขาเพิ่งไม่กี่วัน  ก่อนหน้านั้นฉันเคยหาต้นที่เหมือนเดิมมาแทนไว้  ตอนนี้ต้นที่แทนก็ยังอยู่แต่ยังไม่ได้ลงกระถางของเขา  ต้นไม้ที่ให้เขาที่ฉันเอามาดูแลไปพลางๆ ก็เลยยังไม่ได้คืน  คิดว่าตอนนี้คงไม่เหมาะที่จะให้เขารับแม้จะบอกว่าขี้เกียจดูแล้ว  เพราะเขามีต้นอื่นที่กำลังดูแลอยู่  จะเป็นต้นแบบไหนกันนะ...แต่ฉันก็ยังรอเวลาที่จะคืนให้เขา  เพราะมันเป็นของสำหรับวันเกิดเขา...

หลังจากเลิกยึดติดกับตัวคน  ฉันเพิ่งรู้ว่าฉันยังยึดติดกับคำพูดที่ฉันและเขาหรือใครๆ พูดอย่างมากอีกด้วย มีคำถามเกิดขึ้นกับตัวเองหลายครั้งว่าทำไมฉันยังทำตามกับคำพูดลมๆ แร้งๆ ไปคนเดียว  หรือสัญญาที่ใครบางคนพูดกับฉันทั้งที่ตัวเขาเองก็ลืมไปแล้ว  ตอนนี้เปลี่ยนแปลงความคิดนิดหน่อย  จากคิดจะเปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นกลับไปเป็นคนเดิมจะง่ายกว่า  หากย้อนไปประมาณแปดปีที่แล้ว  ถึงมันจะนานหน่อยแต่คิดว่าฉัน ณ ตอนนั้นเป็นชีวิตที่ดีที่สุด

ยังจำได้เสมอที่แม่ของเขาได้บอกกับฉันเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเป็น  ในความเปลี่ยนแปลงรอบตัวฉันรู้ว่ายังมีใครบางคนที่ไม่เคยเปลี่ยนไปและยังเหมือนเดิม  แปลกไหมที่หนามทิ่มเขาจนตัวเป็นรู  เจ็บกี่ครั้ง โมโหและเกลียดเท่าไหร่เขาก็ไม่เคยทิ้งต้นไม้นี้เลย...แม้ว่าจะไม่ชอบ  และต้นไม้ยังจะทิ่มเขาอีกไหม ?

ฉันสงสัยมาตลอดว่าแม้เราจะยอมลดและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในตอนนี้  วันใดที่เราได้สิ่งที่เราต้องการ  ได้ความมั่นคง  ความหวัง  มั่นใจ  ความเป็นตัวเราจะระเบิดกลับมาอีกไหม  หลังจากอัดอั้นมานาน...  

โอกาสอีกครั้ง...ครั้งที่ร้อยของฉัน...เริ่มใหม่

edit @ 31 Aug 2008 14:56:38 by chockcolate_am